สัญญา

การร่างสัญญา ตรวจสัญญา และขั้นตอนที่ควรรู้

เวลาพูดถึง “สัญญา” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเอกสารกฎหมายหนาๆ ที่ต้องใช้กับธุรกิจใหญ่หรือเรื่องการเงินก้อนโต แต่จริงๆ แล้วเราทำสัญญากันอยู่แทบทุกวันโดยไม่รู้ตัว เช่น การสั่งข้าวแกงหน้าปากซอย การนั่งแท็กซี่ หรือการซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ทั้งหมดนี้คือการทำ นิติกรรม ระหว่างเราและอีกฝ่าย เพียงแต่เป็นสัญญาแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ทีนี้ลองคิดดูว่า… แค่เรื่องเล็กๆ ถ้าเกิดปัญหายังปวดหัว แล้วถ้าเป็นเรื่องใหญ่ มีเงิน มีทรัพย์สิน หรือมีผลประโยชน์มากๆ เกี่ยวข้อง แต่ไม่มี “สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร” คุ้มครอง จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบคือ ความเสี่ยงมหาศาลและโอกาสเสียเปรียบเต็มๆ

สารบัญ

สัญญาคืออะไร

สัญญาคือ “นิติกรรม” ที่บุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไปตกลงกัน เพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และข้อผูกพันที่ต้องทำต่อกัน และมีผลบังคับตามกฎหมาย

ตัวอย่างง่ายๆ:

  • เราสั่งข้าวแกงหน้าปากซอย → เจ้าของร้านทำอาหาร → เราจ่ายเงิน = สัญญาซื้อขาย

  • เราโบกแท็กซี่ → ตกลงไปห้างสรรพสินค้า → ถึงที่หมายแล้วจ่ายตามมิเตอร์ = สัญญาจ้างบริการ

แค่เรื่องเล็กๆ ถ้าอีกฝ่ายทำไม่ตรงตามที่ตกลง เช่น คิดเงินเกิน หรือบริการไม่ตรงตามที่บอก ยังทำให้ปวดหัวได้เลย แล้วถ้าเป็นสัญญาธุรกิจที่ซับซ้อน ไม่มีเอกสารกำกับ ความเสียหายจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า

การร่างสัญญาเบื้องต้น

หลายคนคิดว่าการร่างสัญญาต้องใช้ทนายเท่านั้น จริงอยู่ที่ทนายจะช่วยให้รัดกุมที่สุด แต่ถ้าจำเป็น เราก็สามารถร่างเบื้องต้นเองได้ โดยต้องมี 3 ส่วนสำคัญ:

  1. ระบุคู่สัญญาให้ชัดเจน

    • ต้องใส่ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือถ้าเป็นบริษัทต้องใส่ชื่อบริษัท ที่อยู่ และชื่อผู้มีอำนาจลงนาม

    • อย่าเขียนกำกวม เช่น “นาย ก.” เพราะเวลามีปัญหาจะเรียกร้องยาก

    ตัวอย่าง:

    “นายสมชาย ใจดี เลขประจำตัวประชาชน x-xxxx-xxxxx-xx-x อาศัยอยู่บ้านเลขที่… ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า ‘คู่สัญญาฝ่ายที่ 1’”

  2. กำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ตรงไปตรงมา

    • ถ้าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน → ฝ่ายซื้อ = จ่ายเงิน, ฝ่ายขาย = โอนกรรมสิทธิ์บ้าน

    • ห้ามเขียนกำกวม เช่น “ตกลงจ่ายตามที่เห็นสมควร” แบบนี้ตีความได้หลายอย่าง

  3. ลงชื่อคู่สัญญาและพยาน 2 คน

    • บางสัญญากฎหมายบังคับ เช่น ซื้อขายที่ดินต้องมีพยาน

    • แต่ถึงกฎหมายไม่บังคับ ก็ควรมีไว้เพื่อเพิ่มน้ำหนักทางกฎหมาย

การตรวจสัญญาในทางธุรกิจ

ในโลกธุรกิจ สัญญามีบทบาทสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับเงิน มูลค่า หรือผลประโยชน์ระหว่างคู่ค้า การตรวจสัญญาจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

สิ่งที่ต้องตรวจให้ละเอียดคือ:

  1. ตรวจสอบคู่สัญญา

    • คนที่มาลงชื่อแทนบริษัทมีอำนาจจริงหรือไม่

    • ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า → ค้นหาชื่อบริษัท → ดูว่าใครเป็นกรรมการ

    รายละเอียดเพิ่มเติม:

    หลายครั้งบริษัทใหญ่จะส่ง “ตัวแทน” หรือ “ผู้จัดการฝ่ายขาย” มาลงนามแทน ซึ่งถ้าไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรรมการผู้มีอำนาจจริงๆ สัญญาที่ทำก็อาจไม่มีผลทางกฎหมาย ทำให้เราเสียเปรียบอย่างหนัก

    Case Study: บริษัท A ทำสัญญากับตัวแทนของบริษัท B แต่ภายหลังพบว่าคนนั้นไม่มีอำนาจลงนาม สุดท้ายสัญญาไม่มีผลทางกฎหมาย บริษัท A เสียหายเต็มๆ เพราะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

    ตัวอย่างเพิ่มเติม: ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งทำสัญญากับซัพพลายเออร์นำเข้าวัตถุดิบ แต่ผู้เซ็นสัญญาไม่ใช่กรรมการบริษัทตามที่จดทะเบียนไว้ ทำให้เมื่อวัตถุดิบส่งช้า ร้านไม่สามารถเอาผิดตามสัญญาได้


  1. ตรวจเงื่อนไขการจ่ายเงินและความรับผิดชอบ

    • ต้องเขียนชัดว่าฝ่ายเราต้องทำอะไรถึงจะได้ค่าจ้าง

    • ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น สินค้าส่งล่าช้า ใครต้องรับผิด?

    รายละเอียดเพิ่มเติม:

    เงื่อนไขทางการเงินเป็นหัวใจหลักของสัญญา ถ้าเขียนไม่ชัดเจนจะเกิดข้อโต้แย้งแน่นอน เช่น การจ่ายเงินเป็นงวด, จ่ายเมื่อเสร็จงาน หรือจ่ายเมื่อส่งของบางส่วนแล้วเสร็จ ควรเขียนให้ชัด พร้อมทั้งระบุว่าหากเกิดความเสียหาย เช่น ส่งของล่าช้า หรือสินค้ามีตำหนิ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

    ตัวอย่าง: บริษัทออกแบบตกลงรับงานรีโนเวทออฟฟิศ แต่ในสัญญาไม่ได้เขียนว่าต้องส่งงานเป็นงวด สุดท้ายคู่ค้าบอกว่าจะจ่ายทีเดียวเมื่อเสร็จงานทั้งหมด ทำให้บริษัทออกแบบขาดสภาพคล่อง ต้องควักเงินตัวเองไปหมุนก่อน


  1. การบอกเลิกสัญญา

    • จุดอ่อนที่เจอบ่อยที่สุด!

    • ถ้าไม่เขียนไว้เลย เวลาอยากเลิกสัญญาจะเกิดข้อโต้แย้ง เช่น ต้องบอกล่วงหน้ากี่วัน หรือผิดสัญญาแบบไหนถึงบอกเลิกได้ทันที

    รายละเอียดเพิ่มเติม:

    หลายบริษัทพลาดตรงนี้เพราะมองว่าไม่น่าจะมีการเลิกสัญญากัน แต่ในความจริง การบอกเลิกสัญญาคือสิ่งที่ควรมีชัดเจนที่สุด เช่น ต้องบอกล่วงหน้ากี่วัน ต้องส่งเป็นหนังสือแจ้ง หรือถ้าอีกฝ่ายผิดสัญญา เช่น ส่งของล่าช้า ไม่ชำระเงิน เราสามารถยกเลิกได้ทันทีหรือไม่

    Case Study: บริษัทหนึ่งทำสัญญาจ้างผลิตสินค้า แต่ไม่กำหนดเรื่องการบอกเลิก พออีกฝ่ายส่งงานช้า 3 เดือน ก็ไม่สามารถบอกเลิกได้ทันที ต้องทนรับความเสียหายไป

    ตัวอย่างเพิ่มเติม: บริษัทโฆษณาทำสัญญากับลูกค้าโดยไม่ระบุเรื่องการเลิกสัญญา เมื่อลูกค้าไม่จ่ายงวดแรก บริษัทโฆษณาก็ไม่สามารถหยุดงานได้ทันที เพราะเงื่อนไขการเลิกสัญญาไม่ถูกเขียนไว้ชัด ต้องเสียแรงและเวลาไปฟรีๆ

ขั้นตอนการร่างสัญญา

  1. จดรายละเอียดที่ตกลงกันทั้งหมด

    ตัวอย่าง: คุณเอกตกลงจะขายรถมือสองให้คุณบีในราคา 300,000 บาท ถ้าไม่เขียนไว้ให้ชัด อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายหนึ่งอ้างราคา 280,000 อีกฝ่ายยืนยันว่า 320,000 การจดรายละเอียดลงในสัญญาจะช่วยป้องกันปัญหานี้ เช่น ระบุว่า “ผู้ซื้อจะซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น… หมายเลขทะเบียน… ในราคา 300,000 บาท และจะชำระเต็มจำนวนภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2568”

  2. รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง

    ตัวอย่าง: คุณสมชายจะซื้อบ้านจากคุณหญิง หากไม่มีเอกสารแนบ เช่น โฉนดบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และใบเสนอราคาที่เคยตกลงกัน ก็อาจทำให้การโอนกรรมสิทธิ์มีปัญหา เอกสารเหล่านี้จะทำให้สัญญามีน้ำหนักมากขึ้น

  3. ตรวจว่ากฎหมายบังคับให้ทำตามรูปแบบหรือไม่

    ตัวอย่าง: คุณเออยากขายที่นาให้เพื่อน เขียนสัญญากันเองที่ร้านกาแฟ แต่เมื่อไปโอนจริงกลับทำไม่ได้ เพราะกฎหมายบังคับว่าซื้อขายที่ดินต้องทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน สัญญาที่ร้านกาแฟจึงไม่มีผลบังคับ

  4. ถ้าไม่บังคับ สามารถร่างเองได้ แต่ควรให้ทนายช่วยตรวจ

    ตัวอย่าง: คุณซีทำสัญญากู้ยืมเงินกับเพื่อน 100,000 บาท เขียนกันเองก็ใช้ได้ แต่หากไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย วันครบกำหนด หรือการผิดนัด ทนายอาจแนะนำให้เพิ่มเพื่อป้องกันการตีความในอนาคต

  5. อ่านทวนทุกข้อเงื่อนไขให้ชัด

    ตัวอย่าง: คุณดีร่างสัญญาจ้างช่างต่อเติมบ้าน แต่เขียนว่า “งานแล้วเสร็จตามสมควร” พอถึงเวลาส่งงานกลับกลายเป็นปัญหา เพราะ “สมควร” ของช่างกับเจ้าของบ้านไม่เหมือนกัน ถ้าอ่านทวนและแก้ไขตั้งแต่แรกให้เป็น “ส่งงานภายใน 60 วัน” ก็จะไม่เกิดข้อโต้แย้ง

  6. เสนอร่างให้คู่กรณีดู

    ตัวอย่าง: คุณอรทำสัญญารับงานถ่ายภาพงานแต่ง ก่อนเซ็นจริง เธอส่งร่างให้อีกฝ่ายอ่านล่วงหน้า ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเพิ่มเงื่อนไขเรื่อง “ส่งไฟล์ภาพทั้งหมดภายใน 30 วัน” เข้าไป ซึ่งช่วยลดการทะเลาะในภายหลัง

  7. เซ็นสัญญาพร้อมพยาน

    ตัวอย่าง: คุณบีให้เพื่อนยืมเงิน 200,000 บาท ทั้งคู่เซ็นสัญญากู้เงินโดยมีพยานเป็นเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน ต่อมาผู้กู้ไม่คืนเงิน คุณบีสามารถนำสัญญาพร้อมพยานไปยื่นฟ้องศาลได้ทันที ต่างจากกรณีที่ไม่มีพยาน ซึ่งอาจถูกเถียงว่าไม่ได้กู้จริง

สรุป

สัญญาอาจดูเหมือนเอกสารกฎหมายที่ไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราทำทุกวัน เพียงแต่พอเป็นธุรกิจหรือเรื่องสำคัญ สัญญาที่รัดกุมคือเกราะป้องกันปัญหาในอนาคต

หากเป็นเรื่องเล็กๆ อาจร่างเองได้ แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับเงินหรือทรัพย์สินมูลค่าสูง คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ปรึกษาทนายความ เพราะสัญญาที่ดีไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของธุรกิจและชีวิตคุณ

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่

โทร

065 6060622

แชทไลน์

ID: @champlawfirm

ส่งเมล์

info@champlawfirm.co.th

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *