ฟรีแลนซ์

คู่มือทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ ฉบับเข้าใจง่าย ป้องกันปัญหาเบี้ยวค่าจ้าง

ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่เลือกกันมากขึ้น เพราะให้อิสระในการทำงานและการใช้ชีวิต แต่สิ่งที่มาพร้อมกับอิสระคือความเสี่ยง ทั้งการถูกเบี้ยวค่าจ้าง หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์เองทิ้งงานหนีไปดื้อๆ ปัญหาเหล่านี้สร้างความเสียหายทั้งสองฝ่าย การทำ สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทุกคนควรรู้ก่อนเริ่มงาน

สารบัญ

ฟรีแลนซ์คืออะไร

ฟรีแลนซ์ หรืออาชีพอิสระ หมายถึงการทำงานที่ไม่ขึ้นตรงต่อบริษัทหรือองค์กรใดเพียงแห่งเดียว ผู้ประกอบอาชีพสามารถเลือกงานที่รับผิดชอบได้ตามความถนัดและจัดตารางเวลาของตนเอง จุดเด่นคือมีอิสระและสามารถควบคุมการทำงานได้เต็มที่ แต่ข้อเสียคือขาดความมั่นคงด้านรายได้และสวัสดิการ หากไม่มีการจัดการที่ดีอาจเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ การเงิน หรือความไม่ต่อเนื่องในการทำงาน

ตัวอย่างเช่น นักออกแบบที่รับงานจากลูกค้าหลายราย หากไม่สามารถวางแผนงานและเวลาได้ดี งานอาจชนกันจนส่งไม่ทัน สร้างความเสียหายทั้งต่อตัวฟรีแลนซ์เองและต่อลูกค้า

การมี สัญญาจ้าง จะช่วยสร้างกรอบที่ชัดเจนในการทำงานและเพิ่มความมั่นคงมากขึ้น

ตัวอย่างสัญญาจ้างฟรีแลนซ์

สัญญาจ้างโดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. สัญญาจ้างแรงงาน – ผู้ว่าจ้างควบคุมการทำงานโดยตรง และลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามเวลา เช่น รายเดือน

  2. สัญญาจ้างทำของ – เน้นผลลัพธ์ของงานตามที่ตกลง เช่น การออกแบบ การพัฒนาเว็บไซต์ การผลิตสื่อ

แม้ตามกฎหมาย การตกลงด้วยวาจาก็ถือว่าเป็นสัญญาได้ แต่หากเกิดข้อพิพาทขึ้น การไม่มีเอกสารลายลักษณ์อักษรทำให้ยากต่อการพิสูจน์ สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากกว่าในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดี

ตัวอย่างเช่น หากฟรีแลนซ์รับงานทำเว็บไซต์และตกลงด้วยวาจา แต่ต่อมาเกิดปัญหาว่าฟังก์ชันไม่ครบถ้วนตามที่คุยกันไว้ จะพิสูจน์ได้ยาก ต่างจากการทำสัญญาเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดชัดเจน

สิ่งสำคัญที่ควรเขียนในสัญญาจ้าง

  1. ชื่อสัญญา

    • ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นสัญญาจ้างประเภทใด เช่น สัญญาจ้างออกแบบโลโก้, สัญญาจ้างถ่ายภาพงานแต่ง, หรือ สัญญาจ้างทำเว็บไซต์

    • การระบุชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงช่วยป้องกันความคลุมเครือในอนาคต หากเกิดข้อพิพาท ศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถตีความได้ชัดเจนว่างานนั้นคืออะไร

    • ตัวอย่าง: หากเขียนเพียงว่า “สัญญาจ้างงานออกแบบ” อาจเกิดการตีความกว้างเกินไป แต่ถ้าเขียนว่า “สัญญาจ้างออกแบบแบนเนอร์โฆษณาสำหรับเฟซบุ๊ก จำนวน 5 แบบ” จะชัดเจนมากกว่า

  2. คู่สัญญา

    • ต้องระบุข้อมูลของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง (ฟรีแลนซ์) อย่างครบถ้วน เช่น ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือหากเป็นนิติบุคคลต้องใส่เลขทะเบียนบริษัทและที่ตั้งสำนักงาน

    • ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันตัวตน หากเกิดปัญหาต้องดำเนินการทางกฎหมาย เช่น ฟ้องร้องหรือบังคับคดี

    • ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการใช้เพียงชื่อเล่นหรือข้อมูลไม่ครบ เพราะอาจทำให้การบังคับตามสัญญาเป็นไปได้ยาก

  3. ระยะเวลา

    • กำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานอย่างแน่นอน เพื่อควบคุมขอบเขตการทำงานไม่ให้ยืดเยื้อ

    • ตัวอย่าง: “เริ่มงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 และสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2567”

    • หากไม่มีการระบุระยะเวลา อาจเกิดปัญหาฟรีแลนซ์ไม่ส่งงานตามกำหนด หรือผู้ว่าจ้างยืดเวลาเกินควร

    • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 ระบุว่าหากไม่มีการกำหนดเวลา ต้องถือว่าทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่สมควร

  4. ค่าจ้างและการชำระเงิน

    • ระบุจำนวนเงิน วิธีการชำระ เช่น โอนผ่านบัญชีธนาคาร พร้อมวันที่หรือเงื่อนไขการจ่าย เช่น “ชำระมัดจำ 50% ก่อนเริ่มงาน และอีก 50% หลังส่งงาน”

    • การมีหลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปโอนเงิน หรือลายเซ็นรับเงิน ช่วยป้องกันการปฏิเสธในภายหลัง

    • ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าบางรายเลื่อนการจ่ายเงินออกไปเรื่อยๆ หากสัญญาไม่ได้กำหนดชัดเจน ฟรีแลนซ์อาจเสียเปรียบ

  5. ขอบเขตงาน

    • ระบุรายละเอียดงานที่ต้องทำให้ชัดเจน เช่น จำนวนแบบที่ต้องออกแบบ จำนวนครั้งในการแก้ไขงาน หรือรูปแบบไฟล์ที่จะส่งมอบ

    • ตัวอย่าง: “ออกแบบโลโก้จำนวน 3 แบบ แก้ไขได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ส่งมอบไฟล์ .AI และ .PNG”

    • หากไม่กำหนด อาจเกิดปัญหาผู้ว่าจ้างขอแก้ไขงานซ้ำๆ โดยไม่สิ้นสุด

  6. การบอกเลิกสัญญา

    • ระบุเหตุผลที่ทำให้สามารถเลิกสัญญาได้ เช่น ฟรีแลนซ์ไม่ส่งงานตามกำหนด หรือผู้ว่าจ้างไม่ชำระค่าจ้าง

    • ควรกำหนดวิธีการบอกเลิก เช่น แจ้งเป็นหนังสือหรืออีเมลล่วงหน้า และระบุผลทางการเงิน เช่น คืนเงินมัดจำบางส่วนหรือไม่คืนเลย

    • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ให้อำนาจคู่สัญญายกเลิกได้หากอีกฝ่ายผิดสัญญา

  7. ลิขสิทธิ์ผลงาน

    • ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เจ้าของผลงานคือผู้สร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีการโอนสิทธิ์หรือทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

    • ดังนั้น ต้องระบุให้ชัดเจนว่า หลังจากชำระค่าจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์ใช้ผลงานอย่างไร เช่น ใช้เพื่อการโฆษณาเพียงอย่างเดียว หรือโอนสิทธิ์ทั้งหมด

    • หากไม่ระบุ อาจเกิดข้อพิพาท เช่น ผู้ว่าจ้างนำผลงานไปใช้ในเชิงพาณิชย์เกินข้อตกลง

การทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ที่มีรายละเอียดครบทั้ง 7 ข้อ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันข้อพิพาท แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ว่าการทำงานจะเป็นไปตามมาตรฐาน มีขอบเขตที่ชัดเจน และสามารถใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายได้หากเกิดปัญหาในอนาคต

กฎหมายคุ้มครองฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เนื่องจากตามกฎหมายแล้ว ฟรีแลนซ์ไม่ถือว่าเป็น “ลูกจ้าง” ที่อยู่ภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาของนายจ้างโดยตรง แต่ถือเป็นผู้รับจ้างอิสระ (Independent Contractor) ที่ทำงานตามข้อตกลงเป็นครั้งๆ ไป จึงไม่สามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับพนักงานประจำได้

อย่างไรก็ตาม ฟรีแลนซ์ยังคงมี สิทธิพื้นฐานตามกฎหมายไทย ที่สามารถจัดการได้เอง เช่น

  • สิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาล

    ฟรีแลนซ์ทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามารถใช้สิทธิบัตรทอง (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ในการรักษาพยาบาลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้จะไม่มีนายจ้างคุ้มครอง แต่ก็ยังมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นทางเลือกพื้นฐาน

  • การสมัครเข้าประกันสังคมมาตรา 40

    ฟรีแลนซ์สามารถสมัครเข้าประกันสังคมมาตรา 40 ด้วยตนเอง โดยมีหลายทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบ (70, 100 หรือ 300 บาทต่อเดือน) เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยการทุพพลภาพ หรือเงินบำนาญชราภาพ ถือเป็นสวัสดิการสำคัญที่ฟรีแลนซ์ควรสมัครเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

  • หน้าที่ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    แม้ไม่ได้อยู่ในระบบลูกจ้าง แต่ฟรีแลนซ์ก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ โดยสามารถใช้ค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือหักค่าใช้จ่ายจริง (ตามที่มีหลักฐาน) เพื่อคำนวณภาษีได้ การยื่นภาษีอย่างถูกต้องช่วยสร้างเครดิตทางการเงิน เช่น การขอสินเชื่อหรือทำธุรกรรมกับธนาคาร

ตัวอย่างกรณีจริง: ฟรีแลนซ์สายงานออกแบบคนหนึ่งไม่มีการทำประกันสังคมมาตรา 40 และเมื่อเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษา จึงไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้ นอกจากบัตรทองเท่านั้น ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเอง หากเขาสมัครมาตรา 40 ตั้งแต่แรก จะได้รับความคุ้มครองทั้งค่ารักษาและเงินชดเชยในช่วงที่ไม่สามารถทำงานได้

ข้อควรระวังและคำแนะนำ:

  • ฟรีแลนซ์ควรสมัครประกันสังคมมาตรา 40 ไว้เป็นหลัก เพราะเป็นสวัสดิการที่มีต้นทุนต่ำแต่คุ้มค่า

  • เก็บบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายให้เป็นระบบ เพื่อยื่นภาษีได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงถูกปรับจากสรรพากร

  • หากมีรายได้สูง ควรพิจารณาทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคงมากขึ้น

แม้ฟรีแลนซ์จะไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนลูกจ้างในระบบ แต่กฎหมายไทยก็เปิดทางให้ดูแลตนเองได้ ทั้งเรื่องสิทธิบัตรทอง ประกันสังคมมาตรา 40 และการยื่นภาษี การรู้จักใช้สิทธิและปฏิบัติตามหน้าที่เหล่านี้จะช่วยให้การทำงานอิสระมีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

กรณีโดนเบี้ยวค่าจ้าง

หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ ฟรีแลนซ์สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้ โดยอ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ว่าด้วยสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างเมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงานตามที่ตกลงไว้ หากผู้ว่าจ้างปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือว่าผิดสัญญาและฟรีแลนซ์มีสิทธิเรียกร้องทางกฎหมายได้

ตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์ทำงานตัดต่อวิดีโอเสร็จแล้ว แต่ลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงินโดยอ้างว่างานยังไม่ถูกใจ หากในสัญญากำหนดว่าแก้ไขงานได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ฟรีแลนซ์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญา เพราะได้ปฏิบัติงานเสร็จตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว

เพื่อป้องกันปัญหา ควรเรียกเก็บเงินบางส่วนก่อนเริ่มงาน และเก็บหลักฐานการติดต่อทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ข้อความแชท อีเมล หรือสลิปการโอนเงิน หลักฐานเหล่านี้สามารถใช้ยื่นต่อศาลเพื่อบังคับให้นายจ้างชำระเงินได้

ขยายความเพิ่มเติม

  1. สิทธิในการฟ้องร้อง

    • ฟรีแลนซ์สามารถยื่นฟ้องศาลแพ่งเพื่อบังคับให้นายจ้างชำระค่าจ้างตามที่ตกลง พร้อมดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระได้

    • หากมีสัญญาลายลักษณ์อักษร โอกาสชนะคดีย่อมสูงขึ้น เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ศาลให้ความน่าเชื่อถือ

  2. วิธีการป้องกัน

    • ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง แม้เป็นงานมูลค่าไม่สูง

    • เก็บค่ามัดจำก่อนเริ่มงาน เช่น 30%–50% เพื่อยืนยันความจริงใจของผู้ว่าจ้าง

    • ระบุเงื่อนไขการแก้ไขงานและการจ่ายเงินในแต่ละงวดให้ชัดเจน เพื่อลดข้อโต้แย้ง

    • ใช้ช่องทางการชำระเงินที่ตรวจสอบได้ เช่น การโอนผ่านบัญชีธนาคาร ไม่ควรรับเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน

  3. ข้อควรระวัง

    • อย่าพึ่งพาข้อตกลงด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว เพราะยากต่อการพิสูจน์เมื่อมีข้อพิพาท

    • หากผู้ว่าจ้างอ้างว่างานไม่เสร็จตามที่ตกลง ต้องตรวจสอบว่าในสัญญากำหนดขอบเขตไว้อย่างไร หากงานเสร็จแล้วในขอบเขตนั้น ฟรีแลนซ์มีสิทธิเต็มที่ในการเรียกร้อง

    • กรณีเบี้ยวค่าจ้างซ้ำๆ จากผู้ว่าจ้างรายเดิม ควรหยุดรับงานหรือบรรจุเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น

การโดนเบี้ยวค่าจ้างถือเป็นปัญหาสำคัญที่ฟรีแลนซ์เผชิญบ่อย หากมีสัญญาลายลักษณ์อักษรและหลักฐานการทำงานครบถ้วน ฟรีแลนซ์สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที และเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น ควรกำหนดเงื่อนไขชำระเงินที่ชัดเจนและเก็บเงินล่วงหน้าบางส่วนทุกครั้ง

กรณีฟรีแลนซ์ทิ้งงาน

หากฟรีแลนซ์ไม่ส่งงานหรือทิ้งงาน ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เกี่ยวกับการผิดสัญญา ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้

ตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์รับงานเขียนบทความ SEO จำนวน 20 บท แต่ส่งเพียง 5 บทแล้วหายไป ผู้ว่าจ้างมีสิทธิฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น ค่าเสียหายจากการที่เว็บไซต์ไม่สามารถเผยแพร่บทความตามแผนการตลาดที่กำหนดไว้

การป้องกันทำได้โดยกำหนดค่าปรับหากส่งงานล่าช้า แบ่งจ่ายเป็นงวด และตรวจสอบประวัติฟรีแลนซ์ก่อนจ้าง

  1. สิทธิของผู้ว่าจ้าง

    • ผู้ว่าจ้างสามารถฟ้องร้องเรียกคืนเงินที่ได้จ่ายไปแล้วบางส่วน เช่น ค่ามัดจำ หรือเงินที่จ่ายไปตามงวดก่อนหน้า

    • มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม หากพิสูจน์ได้ว่าการทิ้งงานของฟรีแลนซ์ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ เช่น สูญเสียลูกค้า หรือเสียรายได้

  2. วิธีการป้องกันล่วงหน้า

    • แบ่งชำระเงินเป็นงวด: เช่น 30% ตอนเริ่มงาน, 40% เมื่อส่งงานครึ่งหนึ่ง, และ 30% ตอนงานเสร็จ เพื่อกระจายความเสี่ยง

    • ระบุค่าปรับชัดเจนในสัญญา: เช่น หากส่งงานล่าช้า จะถูกหักค่าจ้างวันละกี่เปอร์เซ็นต์ หรือหากทิ้งงาน ต้องคืนค่ามัดจำทั้งหมด

    • คัดกรองฟรีแลนซ์ก่อนจ้าง: ตรวจสอบประวัติการทำงาน ผลงานที่ผ่านมา และรีวิวจากลูกค้าคนอื่น

  3. ข้อควรระวังสำหรับผู้ว่าจ้าง

    • หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น เพราะเสี่ยงที่ฟรีแลนซ์อาจทิ้งงานโดยไม่เหลือแรงจูงใจ

    • ควรทำสัญญาที่มีรายละเอียดครบถ้วน ไม่เพียงแต่กำหนดงาน แต่รวมถึงวิธีการตรวจรับงานและเงื่อนไขการชำระเงิน

    • หากฟรีแลนซ์อ้างเหตุผลที่ทำให้งานล่าช้า เช่น ป่วยหรือเหตุสุดวิสัย ผู้ว่าจ้างควรตรวจสอบความสมเหตุสมผลก่อนจะบอกเลิกสัญญา

การทิ้งงานของฟรีแลนซ์ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้ผู้ว่าจ้าง แต่ยังถือเป็นการผิดสัญญาที่มีผลทางกฎหมาย ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ และเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น ควรกำหนดเงื่อนไขที่รัดกุมในสัญญา แบ่งจ่ายเงินเป็นงวด และเลือกฟรีแลนซ์ที่มีความน่าเชื่อถือ

การยกเลิกสัญญาฟรีแลนซ์

การยกเลิกสัญญาทำได้หากมีเหตุผลตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น การไม่ส่งงานตามกำหนด หรือผู้ว่าจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

ตัวอย่างเช่น หากสัญญาระบุว่า หากยกเลิกงานก่อนเริ่มต้องคืนค่าจ้าง 80% ทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อความเป็นธรรม

  1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    • ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391–397 คู่สัญญาสามารถบอกเลิกสัญญาได้หากอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา หรือมีเหตุอันสมควร เช่น เหตุสุดวิสัย

    • หากไม่มีการระบุเงื่อนไขการบอกเลิกไว้ ศาลจะใช้หลักความสมเหตุสมผลและความเป็นธรรมในการพิจารณา

  2. รูปแบบการยกเลิกสัญญา

    • การยกเลิกโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย: ทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างตกลงเลิกสัญญาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เช่น งานยังไม่เริ่มและทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน

    • การยกเลิกฝ่ายเดียวเพราะผิดสัญญา: เช่น ฟรีแลนซ์ไม่ส่งงาน หรือผู้ว่าจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกและเรียกร้องค่าเสียหายได้

    • การยกเลิกเพราะเหตุสุดวิสัย: เช่น เกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาดรุนแรง หรือสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้

  3. การคืนค่าจ้างและผลกระทบ

    • ต้องระบุให้ชัดในสัญญาว่า หากยกเลิกสัญญาในช่วงเวลาใด ต้องคืนเงินเท่าไร หรือไม่คืนเลย

    • ตัวอย่าง: หากยกเลิกก่อนเริ่มงาน คืนค่าจ้าง 80% แต่หากงานดำเนินการไปแล้ว 50% อาจคืนเพียงบางส่วนตามความคืบหน้าของงาน

    • การไม่ระบุเรื่องนี้ไว้อาจทำให้เกิดข้อพิพาท เช่น ฟรีแลนซ์ทำงานไปแล้วบางส่วนแต่ผู้ว่าจ้างขอยกเลิกทันที

  4. ข้อควรระวัง

    • การบอกเลิกสัญญาควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หนังสือบอกเลิกสัญญาหรืออีเมล เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

    • หลีกเลี่ยงการยกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผล เพราะอาจถูกเรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่าย

    • ฟรีแลนซ์ควรกำหนดเงินมัดจำที่ไม่คืน หากผู้ว่าจ้างยกเลิกโดยไม่มีเหตุผล เพื่อชดเชยเวลาและโอกาสที่สูญเสียไป

การยกเลิกสัญญาฟรีแลนซ์เป็นสิทธิที่ทำได้ทั้งสองฝ่าย แต่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ในสัญญา การกำหนดรายละเอียดเรื่องการยกเลิกและการคืนค่าจ้างตั้งแต่แรก จะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทและสร้างความยุติธรรมให้กับทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้าง

สรุป

  • ฟรีแลนซ์มีอิสระและยืดหยุ่น แต่เสี่ยงสูงหากไม่มีสัญญารองรับ

  • สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ควรมีรายละเอียดสำคัญครบ 7 ข้อ ได้แก่ ชื่อสัญญา, คู่สัญญา, ระยะเวลา, ค่าจ้าง, ขอบเขตงาน, การบอกเลิกสัญญา และลิขสิทธิ์ผลงาน

  • ฟรีแลนซ์ไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง สมัครประกันสังคมมาตรา 40 และต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • หากโดนเบี้ยวค่าจ้าง สามารถฟ้องร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

  • หากฟรีแลนซ์ทิ้งงาน ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามมาตรา 387

  • การยกเลิกสัญญาทำได้หากมีเหตุผลตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ควรกำหนดการคืนค่าจ้างอย่างชัดเจน

  • การทำสัญญาอย่างรัดกุม ช่วยสร้างความชัดเจน ลดข้อพิพาท และทำให้ความสัมพันธ์ทางการทำงานเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่

ส่งเมล์

info@champlawfirm.co.th

โทร

065 6060622

แชทไลน์

ID: @champlawfirm

รีวิวจากลูกค้าของเรา

Google
fazthohoho profile picture
fazthohoho
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
ทนายให้คำปรึกษาดีและละเอียด มากๆ
Google
Echo Zhang profile picture
Echo Zhang
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
A highly professional lawyer with a clear understanding of client objectives and a strong commitment to protecting their interests. Demonstrates excellent adaptability in dynamic or changing situations.
Google
Jerry Karlsson profile picture
Jerry Karlsson
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
I have used this firm over a long period of time. Very professional and always attention to details. Highly recommended.
Google
Vladimir Butov profile picture
Vladimir Butov
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
Консультации на высоком уровне. Этому юристу можно доверять.
Google
Sissada (Golf) Siripongsaroj profile picture
Sissada (Golf) Siripongsaroj
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
Young and highly capable lawyers. Very efficient and professional. 10/10 would recommend.
Google
nutcha wq profile picture
nutcha wq
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
ได้รับคำปรึกษาที่ดีมาก ค่ะ
Google
Oiljaja Style profile picture
Oiljaja Style
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
ทนายที่นี่น่ารักมากค่ะ ดูแลและคอยบอกขั้นตอนให้เราเข้าใจอย่างดีเลยค่า ขอบคุณนะคะ
Google
K. S. profile picture
K. S.
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
ทีมทนายของที่นี่มีความเป็นมืออาชีพดำเนินการกระบวนการต่างๆอย่างรวดเร็วสร้างความมั่นใจและสบายใจให้ผมได้มากๆเลยขอบคุณครับ
Google
Kroekkiat S. profile picture
Kroekkiat S.
Google star 1Google star 2Google star 3Google star 4Google star 5Trustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
สำนักกฎหมายนี้มีความเชี่ยวชาญและเป็นมืออาชีพในทุกด้านของการให้บริการทางกฎหมาย มีทีมงานที่ใส่ใจและเข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยพร้อมให้คำแนะนำที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ การสื่อสารรวดเร็วและตรงไปตรงมา ทำให้ผมมั่นใจว่าเรื่องของผมอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ หากคุณมองหาทีมทนายความที่มีความรู้และบริการที่เป็นเลิศ ผมขอแนะนำสำนักกฎหมายนี้ครับ “Champ Law Firm”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *