หลายคนที่ปล่อยกู้เงินให้คนรู้จักหรือมีการทำสัญญากันไว้ เมื่อถึงเวลาลูกหนี้ไม่จ่ายตามกำหนดก็มักเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรดี บางคนกลัวว่าการฟ้องคดีต้องใช้เงินเยอะ ต้องมีทนายช่วยเท่านั้นจึงจะสู้ได้ แต่ในความเป็นจริง ประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องลูกหนี้ด้วยตัวเองได้ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีทนายความเสมอไป เพียงแต่การเตรียมตัวและการเข้าใจขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่หลักฐานที่ต้องมี ขั้นตอนการยื่นฟ้อง ไปจนถึงค่าใช้จ่าย และข้อควรรู้หากต้องไปศาลด้วยตัวเอง
สารบัญเนื้อหา
-
หลักฐานที่ต้องเตรียมก่อนฟ้อง
-
ฟ้องคดีแพ่งเองได้จริงหรือไม่
-
ขั้นตอนเมื่อศาลนัดไกล่เกลี่ย
-
คดีมโนสาเร่และสิทธิของศาล
-
ค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีด้วยตนเอง
-
ตัวอย่างขั้นตอนการฟ้องคดีตามสัญญากู้ยืม
-
สรุป
หลักฐานที่ต้องเตรียมก่อนฟ้อง
การฟ้องคดีไม่ว่าจะมีทนายหรือไม่ สิ่งที่ศาลพิจารณาเป็นหลักคือพยานหลักฐาน เอกสารและสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตาและมือมักมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดฝ่ายเดียว หลักฐานที่ควรเตรียม ได้แก่
-
ข้อความแชทหรือการพูดคุยที่แสดงการตกลงกู้ยืม
-
สัญญากู้ยืมหรือหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
-
หลักฐานการส่งมอบเงิน เช่น สลิปโอนเงิน
-
คลิปวิดีโอ หรือบันทึกการยอมรับหนี้
-
พยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ (แม้จะสำคัญรองลงมา แต่ยังมีประโยชน์)
การเตรียมหลักฐานเหล่านี้ให้ครบและเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มโอกาสชนะคดีอย่างมาก เพราะศาลจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานชี้ขาดว่าลูกหนี้มีหนี้จริงและไม่ชำระตามกำหนด
-
หลักฐานครบถ้วน
-
แชท/ข้อความการตกลง
-
สัญญากู้ยืมหรือหนังสือสัญญา
-
หลักฐานโอนเงินหรือส่งมอบเงิน
-
พยานบุคคล (ถ้ามี)
-
-
ตรวจสอบศาลที่มีเขตอำนาจ
-
ศาลตามที่อยู่ทะเบียนบ้านลูกหนี้
-
ศาลตามที่กู้ยืมเงินเกิดขึ้น
-
ตรวจสอบได้ที่ pubdata.coj.go.th/jurisdiction
-
-
เตรียมเอกสารทางกฎหมาย
-
นำสัญญากู้ติดอากรแสตมป์
-
ถ่ายเอกสารสัญญา 2–3 ชุด
-
คัดสำเนาทะเบียนบ้านลูกหนี้
-
-
ค่าธรรมเนียมศาล
-
ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,000 บาท
-
ฟ้องเกิน 300,000 บาท คิดตามสัดส่วน (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท)
-
-
เตรียมวันนัดและการเบิกความ
-
จำหมายเลขคดีดำที่ศาลออกให้
-
เตรียมเล่าเหตุการณ์ตามจริงต่อศาล
-
พร้อมเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย
-
ฟ้องคดีแพ่งเองได้จริงหรือไม่
กฎหมายไม่ได้บังคับว่าการฟ้องคดีแพ่งต้องมีทนายความ ทุกคนสามารถยื่นฟ้องด้วยตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปยื่นด้วยวาจาที่ศาล หรือการยื่นฟ้องออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ระบบยื่นฟ้องคดีออนไลน์ของศาลยุติธรรม
ข้อแตกต่างมีเพียงว่า หากไม่มีทนาย ความสะดวกในการอ้างกฎหมายและขั้นตอนอาจน้อยกว่า เพราะคนทั่วไปไม่คุ้นกับกระบวนการในศาล แต่หากเป็นคดีที่ไม่ซับซ้อน เช่น คดีตามสัญญากู้ยืม หรือคดีที่มูลหนี้ไม่สูงมาก การฟ้องด้วยตนเองก็สามารถทำได้โดยไม่ยาก
ศาลที่รับผิดชอบคดีคือศาลที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนาหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สามารถตรวจสอบได้จาก เว็บไซต์เขตอำนาจศาล
ขั้นตอนเมื่อศาลนัดไกล่เกลี่ย
เมื่อศาลรับฟ้องแล้ว จะมีการกำหนดวันนัด โดยครั้งแรกมักเป็นการนัดไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางยุติข้อพิพาทโดยเร็ว การไกล่เกลี่ยมีเจ้าหน้าที่กลางซึ่งไม่ใช่ผู้พิพากษาทำหน้าที่ประนีประนอม เพื่อหาทางออกร่วมกัน
หากคู่ความตกลงกันได้ จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและนำเสนอให้ศาลตรวจสอบ หากสัญญาไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจะพิพากษาตามยอม ถือว่าคดีเสร็จสิ้นรวดเร็วที่สุด ลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ยอมกันไว้
แต่ถ้าไม่สามารถตกลงได้ คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนคดีของแต่ละศาล
คดีมโนสาเร่และสิทธิของศาล
สำหรับคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท จะจัดเป็น “คดีมโนสาเร่” หรือคดีที่ไม่ซับซ้อน ศาลจะมีอำนาจมากขึ้นในการสืบหาความจริง เช่น ศาลสามารถถามพยานเองได้ ไม่ต้องรอให้คู่ความยกขึ้นถาม และยังสามารถซักถามในประเด็นที่คู่ความไม่ได้อ้างถึงได้ตาม มาตรา 193 จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้การดำเนินคดีง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่มีทนาย
ค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีด้วยตนเอง
แม้ไม่มีทนายก็ยังมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่านำหมาย หรือค่าเดินทางของพยาน โดยคิดตามทุนทรัพย์ที่ฟ้อง เช่น
-
คดีไม่เกิน 300,000 บาท ค่าธรรมเนียมศาลไม่เกิน 1,000 บาท
-
คดีไม่เกิน 50 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมศาลร้อยละ 2 แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
-
ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท คิดร้อยละ 0.1
อย่างไรก็ดี หากโจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จำเลยต้องเป็นผู้ชำระคืน
ตัวอย่างขั้นตอนการฟ้องคดีตามสัญญากู้ยืม
-
ตรวจสอบเขตอำนาจศาลว่าจะฟ้องที่ศาลไหน (ตามที่อยู่ลูกหนี้หรือที่มูลหนี้เกิดขึ้น)
-
นำสัญญากู้ไปติดอากรแสตมป์ และถ่ายเอกสาร 3 ชุด
-
คัดสำเนาทะเบียนบ้านลูกหนี้จากอำเภอหรือเขต
-
เตรียมเอกสารฟ้อง เช่น สัญญากู้ 2 ชุด และสำเนาทะเบียนบ้านลูกหนี้
-
ไปที่ศาล ยื่นฟ้องด้วยวาจาต่อเจ้าหน้าที่ศาล พร้อมเอกสารที่เตรียมมา
-
เจ้าหน้าที่ออกหมายเลขคดีดำ และบันทึกคำฟ้อง พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล
-
ศาลกำหนดวันนัดพิจารณา เมื่อถึงวันนัด ให้ไปตามห้องพิจารณาที่ระบุไว้ และแจ้งหมายเลขคดี
-
ศาลจะซักถามข้อเท็จจริง หากคดีไม่ซับซ้อนอาจมีคำพิพากษาในวันนั้น แต่ต้องรอเอกสารคำสั่งศาลเป็นหนังสือภายใน 30 วัน
สรุป
การฟ้องลูกหนี้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องมีทนายเสมอไป โดยเฉพาะคดีแพ่งทั่วไปที่มูลหนี้ไม่สูงหรือคดีมโนสาเร่ ศาลได้จัดขั้นตอนให้ประชาชนสามารถดำเนินการเองได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมหลักฐานให้ครบ และทำตามขั้นตอนของศาลอย่างถูกต้อง หากไม่มั่นใจในรายละเอียดทางกฎหมาย ควรปรึกษาทนายความก่อนเพื่อความรอบคอบ แต่ถ้ามีความพร้อมและหลักฐานครบถ้วน การฟ้องด้วยตนเองก็เป็นทางเลือกที่ทำได้จริงและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

